เรื่องต้องรู้…คาร์โบไฮเดรตชนิดดีและไม่ดี

เรื่องต้องรู้ คาร์โบไฮเดรตชนิดดีและไม่ดี

ปัจจุบันมีการให้ความสนใจเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น หลังจากที่กระแสการควบคุมอาหารแบบคีโต (Keto diet) โดยการทานคาร์โบไฮเดรตน้อย เพื่อเร่งการเอาไขมันในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ต้องมีการพิจารณากันมากขึ้นว่าคาร์โบไฮเดรตที่น้อยนั้น เลือกกินอย่างไรจึงเหมาะสม

คาร์โบไฮเดรตชนิดดี และชนิดไม่ดี
โดยพื้นฐานแล้ว คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย โดยแตกตัวออกเป็นโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส และเป็นแหล่งพลังงานหลักให้กับสมอง อย่างไรก็ตามในชีวิตประจำวัน เราจะพบกับคาร์โบไฮเดรตหลากหลายประเภท เรียกคาร์โบไฮเดรตชนิดให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายว่า คาร์โบไฮเดรตชนิดดี และคาร์โบไฮเดรตที่นอกจากจะให้พลังงาน กลับมีโทษต่อร่างกายว่าคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี


คาร์โบไฮเดรตชนิดดี (Good carbs) ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีโมเลกุลที่ยาวร่างกายใช้เวลาในการย่อยจนเปลี่ยนเป็นน้ำตาลช้า ดูดซึมช้า ทำให้อิ่มนาน ค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำ ทำให้ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดช้า มักพบในคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยสูง ยังไม่ผ่านการแปรรูป ทำให้มีสารอาหารอื่นๆที่เป็นประโยชน์อยู่ เช่น แมกนีเซียม โปรตีน วิตามิน รวมถึงสารต่อต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ

ตัวอย่างประเภทอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตที่ดี เช่น แป้งไม่ขัดขาว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต เมล็ดพืช ธัญพืช เผือก มัน ถั่วต่างๆ แอบเปิ้ล กล้วย แครอท มันฝรั่ง ฯลฯ


คาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี (Bad carbs) ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ร่างกายใช้เวลาในการย่อยเร็ว เปลี่ยนเป็นน้ำตาลเร็ว ดูดซึมเร็ว เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเร็ว พบในคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการแปรรูปหรือผ่านการขัดสี ซึ่งหาได้ทั่วไป เช่น ขนมปังขาว ขนมหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูป ฯลฯ

ข้อเสียของคาร์โบไฮเดรตชนิดไม่ดี คือการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลง่าย ร่างกายได้พลังงานเร็ว โดยพลังงานที่เกิดขึ้นถ้าไม่ถูกนำมาใช้ก็จะสะสมในร่างกาย และเปลี่ยนมาเป็นไขมันสะสมเพื่อเป็นพลังงานสำรอง ทั้งนี้การทานคาร์โบไฮเดรตชนิดนี้จะทำให้ร่างกายรู้สึกหิวบ่อย และอาจเป็นสาเหตุให้น้ำหนักเพิ่มได้ นอกจากนี้หากมีระดับน้ำตาลในเลือดมาก มีการหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลมาก อาจนำมาซึ่งการมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว จนเกิดอาการวูบได้


ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตมากแค่ไหน

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า เราควรได้รับคาร์โบไฮเดรตชนิดดี ประมาณ 45 – 65 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณแคลอรี่ในแต่ละวัน โดยถ้าเทียบจากปริมาณแคลอรี่ต่อวันที่ 1,600 แคลอรี่ เราควรทานคาร์โบไฮเดรตชนิดดี ประมาณ 720 – 1,040 แคลอรี่หรือประมาณ 180 – 260 กรัม แต่บางคนหากไม่ได้ใส่ใจในการคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับต่อวันมากนัก วิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษาสมดุลคือ ใน 1 วัน กินอาหารหรือขนมที่ครึ่งหนึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดดี ส่วนที่เหลือเป็นโปรตีนและไขมันชนิดดี


ควรอ่านฉลากโภชนาการอย่างไร

ก่อนอื่นแนะนำให้ดูในส่วนของปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total carbohydrates) จากนั้นดูปริมาณน้ำตาล โดยควรเลือกอาหารที่มีน้ำตาลน้อยกว่า 10 กรัมต่อจำนวนหน่วยบริโภค เช่น เดียวกันควรเลือกอาหารที่มีกากใยอย่างน้อย 3 กรัมต่อจำนวนหน่วยบริโภค ทั้งนี้ควรดูรายละเอียดส่วนผสมอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดดี

ตราบใดที่คุณได้รับคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ดีมากและชนิดไม่ดีน้อยในแต่ละวัน ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลสำหรับเรื่องของคาร์โบไฮเดรตอีก เพียงเท่านี้คุณก็สามารถกินอาหารให้ถูกตามหลักโภชนาการ สร้างรากฐานสุขภาพที่ดีให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Similar Posts

  • สูตรลับอาหารเช้าและกลางวัน สำหรับวัยทำงาน

    สำหรับพวกเราชาววัยทำงาน ที่ต้องเผชิญกับความเครียดสะสม อาการปวดเมื่อยจากออฟฟิศซินโดรม และการทำงานที่หนักหนาจนเกินไป จนมิอาจแบ่งเวลามาดูแลสุขภาพของตนเองได้ โดยเฉพาะการควบคุมคุณภาพการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม การดูแลในเรื่องอาหารการกินมีความสำคัญอย่างมาก วันนี้ผึ้งเลยขอแนะนำการทานอาหารให้มีสุขภาพดีฉบับคนวัยทำงานสักหน่อยค่ะ การทานอาหารในช่วงเช้าผึ้งอยากบอกทุกคนในทุกช่วงวัยว่าแท้จริงแล้ว อาหารเช้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ และเราละเลยไม่ได้เลยค่ะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในวัยทำงาน เนื่องจากเมื่อไหร่ก็ตามที่เราละเลยการทานอาหารในมื้อเช้าจะทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ไม่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยงสมองจนทำให้เรารู้สึกสมองไม่แล่น ทำงานได้ไม่เต็มที่ จนไปถึงสมองเสื่อมได้ โดยอาหารที่ควรรับประทานในมื้อเช้านั้น อาจเป็นอาหารที่รับประทานได้ง่าย และไม่หนักมากจนเกินไป อย่างเช่น กาแฟดำและขนมปังโฮลวีต ข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ไม่ติดมัน หรืออาจจะเป็นซาลาเปา น้ำเต้าหู้ โจ๊ก หรือข้าวต้มก็ได้ โดยพยายามรับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายสามารถรับสารอาหารได้อย่างครบถ้วน และมีประโยชน์ต่อร่างกาย…

  • อาหารสุขภาพผิว

    Beauty Inside Out ผู้หญิงต้องสวยจากภายในสู่ภายนอก วันนี้ผึ้งเลยจะมาแนะนำอาหารที่ รับประทานแล้วช่วยให้ผิวของเราสวยและสุขภาพดีเปล่งปลั่งมีออร่า ดูสดใสมีชีวิตชีวา บำรุงผิวพรรณ ให้เต่งตึง และมีความชุ่มชื้นมากขึ้น เฉพาะฉะนั้น ตามผึ้งมาดูแลสุขภาพผิวด้วยอาหารผิวต่าง ๆ ดังนี้ค่ะ 1. ปลาทะเลอย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าการทานปลาทะเลให้คุณประโยชน์หลากหลายประการ สำหรับการดูแลผิวพรรณ ของเราการรับประทานปลาทะเลก็สามารถช่วยคุณได้ โดยสารสกัดจากปลาทะเลน้ำลึกสามารถเข้าไป ซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพ และมีส่วนในการสร้างเส้นใยคอลลาเจนทำให้ผิวพรรณของเราดูสุขภาพดี เปล่งปลั่งขึ้น นอกจากนี้ ปลาทะเลมีกรดโอเมก้า 3 อย่างปลาแซลมอล ปลาซาดีนสามารถช่วยเพิ่ม ความชุ่มชื้นให้ผิว ลดการอักเสบ รวมทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินอี…

  • 10 กิจกรรมแก้เบื่อช่วงโควิด

    รูปประกอบจาก www.freepik.com ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมมือกันรักษาระยะห่างสังคม (Social Distancing) เพื่อช่วยลดการติดและแพร่ระบาดของ COVID-19 แน่นอนว่าคนที่คุ้นเคยกับการออกไปนอกบ้านทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะไปทำงาน เรียนหนังสือ ช้อปปิ้ง กินข้าว ดูหนังฟังเพลง นัดเจอเพื่อนฝูง ไปฟิตเนตและอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้เกิดความอึดอัดที่ต้องอยู่ติดบ้าน อยากจะออกไปข้างนอกก็กล้า ๆ กลัว ๆ ยิ่งติดตามข่าวสารอยู่ที่บ้านก็ยิ่งเพิ่มความเครียดขึ้นไปอีก เพื่อช่วยลดความเบื่อหน่าย ผ่อนคลายความเครียดวิตกกังวล ขอแนะนำ 10 กิจกรรมแก้เบื่อเมื่อต้องอยู่บ้านนาน ๆ…

  • อาหารแนวย้อนยุคแบบผึ้ง

    สวัสดีออเจ้า ครั้งนี้ผึ้งขออนุญาตพาเพื่อน ๆ ย้อนยุคท่องโลกในอดีต กับเมนูอาหารสูตรโบราณ หามารับประทานค่อนข้างยาก แต่ผึ้งหามาได้ด้วยการทำกินเองที่บ้าน ซึ่งวิธีการทำไม่ยากเลย มาดูกันค่ะว่าเมนูวันนี้จะมีอะไรบ้าง ตามผึ้งมาค่ะทุกคน (รูปประกอบจาก YouTube : ขวัญ • นาโช) 1. หมูสร่งเมนูแรกขออนุญาตเป็นอาหารว่างก่อนเลยนะคะ ถือเป็นการเรียกน้ำย่อย หมูสร่งเป็นอาหารไทยโบราณที่เข้ามานับตั้งแต่ประเทศไทยทำการค้ากับโปรตุเกส โดยเป็นการนำเนื้อหมูมาบดละเอียดผสมกับเครื่องปรุงรส และรากผักชี จากนั้นใช้เส้นหมี่ซั่ว 4 ถึง 5 เส้น พันให้รอบจนเป็นก้อนกลมเหมือนลูกตระกร้อ จากนั้นก็ตั้งกระทะโดยใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันให้ท่วมรอจนน้ำมันร้อน…